กูสยามข่าว ข่าวสด ข่าวด่วน ข่าววันนี้ ข่าวหนังสือพิมพ์ ข่าวการเมือง อ่านข่าว
ข่าว ,
ข่าวเด่น , ข่าววันนี้ , ข่าวบันเทิง , ข่าววาไรตี้ , ข่าวกีฬา


โรคดีซ่าน

โรคดีซ่าน

 
โรคตับอักเสบ หรือที่เรียกภาษาชาวบ้านว่า “ดีซ่าน” เกิดได้จากสาเหตุต่าง ๆ ดังนี้
1. เกิดจากการติดเชื้อไวรัสตับอักเสบ
2. เกิดจากการทำงานของตับผิดปกติ เนื่องจากดื่มสุราต่อเนื่องเป็นเวลานาน
3. อาจเกิดจากการติดเชื้อจากโรคบางชนิด
 
โรคนี้พบได้ในคนทุกวัย พบมากในเด็กและคนหนุ่มสาว แต่เกิดขึ้นได้กับคนทุกวัย บางครั้งอาจพบการระบาดได้ เชื้อไวรัสที่ทำให้ตับอักเสบมีหลายชนิด และเป็นสาเหตุของตับอักเสบที่พบบ่อยที่สุดอาจเกิดขึ้นโดยการกินเข้าทางปากเป็นส่วนใหญ่ เช่นการรับประทานอาหานที่ปรุงไม่สุก ไม่สะอาด หรือการรับประทานอาหารทะเลสดๆ ซึ่งเป็นแหล่งของเชื้อไวรัสตับอักเสบ รวมทั้งการเตรียมอาหารที่ไม่ถูกสุขลักษณะ ตลอดจนการอยู่ร่วมกับผู้ที่ติดเชื้อไวรัสก็เป็นเหตุหนึ่งที่ทำให้เชื้อแพร่กระจาย-ติดต่อได้อย่างรวดเร็ว นอกจากนี้การใช้เข็มฉีดยาที่ไม่สะอาดโดยเฉพาะในพวกติดยาเสพติด ปราศจากการฆ่าเชื้อ ที่ทำให้เกิดโรคตับอักเสบขึ้นได้ รวมทั้งการสัมผัสทางน้ำลาย เช่น การจูบกัน การร่วมเพศ เป็นต้น
 
 
อาการ
 
ที่พบของผู้ติดเชื้อไวรัสตับอักเสบ หลังจากรับเชื้อไปแล้ว ประมาณ 2-12 อาทิตย์ ผู้ป่วยจะมีอาการคล้ายเป็นหวัด เบื่ออาหาร คลื่นไส้ อาเจียนเล็กน้อย หลังจากที่ไข้เริ่มลดลง จะเริ่มมีอาการตาเหลืองตัวเหลือง ซึ่งเราเรียกว่า ดีซ่าน ปัสสาวะมีสีเหลืองเข้มเหมือนสีขมิ้น ตั้งทิ้งไว้จะเป็นฟอง เนื่องจากมีน้ำดี ถูกขับออกมาทางปัสสาวะ ส่วนใหญ่จะเหลืองอยู่ประมาณ 2-4 อาทิตย์ก็จะค่อย ๆ หายไป ในระยะนี้อาการเบื่ออาหารจะหายไปเริ่มกินอาหารได้ และรู้สึกแข็งแรงขึ้นอาการเพลียจะเริ่มหมดไประยะเหลืองนี้เองที่จะมีเชื้อไวรัสออกมาทางอุจจาระจำนวนมากๆซึ่งสามารถติดต่อไปยังผู้อื่นได้ ผู้ป่วยบางรายอาการเหลืองจะไม่หาย แต่กลับเหลืองขึ้น ๆ อุจจาระสีซีดลง ผู้ป่วยอาจมีอาการคัน เพลียมากขึ้น ปวดท้อง ท้องบวม ขาบวม สติสัมปชัญญะเลอะเลือน เพ้อ และใช้เวลานานเป็นเดือน ๆ กว่าจะหายเป็นปกติ
สำหรับผู้ป่วยโรคดีซ่าน-ตับอักเสบ หากสงสัย ควรส่งตรวจเพิ่มเติมโดยการเจาะเลือดทดสอบการทำงานของตับ (Liver function test) ร่วมกับการเจาะเลือดตรวจดูชนิดของเชื้อไวรัสที่เป็นสาเหตุของโรค (ว่าเป็น ตับอักเสบชนิดตับอักเสบชนิดเอหรือบี หรือชนิดอื่น) เมื่อพบว่าเป็นโรคนี้จริง ควรรีบทำการรักษาโดยเร็ว
 
 
 
การรักษา

1:1 พักผ่อนอย่างเต็มที่ ห้ามทำงานหนัก จนกว่าจะรู้สึกหายเพลีย
1.2 ดื่มน้ำมากๆ ประมาณวันละ 10-15 แก้ว
1.3 กินอาหารพวกโปรตีน (เช่น เนื้อ นม ไข่ ซุป ถั่วต่าง ๆ) ให้มาก ๆ ห้าม หรือ ควรงดอาหารมัน-เค็ม ในรายที่กินแล้วคลื่นไส้อาเจียน
1.4 ถ้าเบื่ออาหารให้ดื่มน้ำหวานหรือน้ำตาลกลูโคส (ถ้ากินอาหารได้ตามปกติ ไม่จำเป็นต้องดื่มน้ำหวานหรือกลูโคสให้มากขึ้น)
1.5 ห้าม หรือ ควรงดอาหารมัน-เค็ม ในรายที่กินแล้วคลื่นไส้อาเจียน
1.6 แยกเครื่องใช้ส่วนตัว-ภาชนะ หรืออุปกรณ์ที่ใช้ในการรับประทานอาหาร -แก้วน้ำ-น้ำดื่ม ออกจากผู้อื่นโดยเด็ดขาด เพื่อป้องกันการติดต่อของโรค
1.7 ล้างมือให้สะอาดหลังถ่ายอุจจาระทุกครั้ง ส่วนยาไม่จำเป็นต้องให้ ยกเว้นในรายที่เบื่ออาหาร อาจให้กินวิตามินรวม หรือวิตามินบีรวม วันละ2-3 เม็ด หากผู้ป่วยมีอาการคลื่นไส้-อาเจียน อาจใช้ยาแก้อาเจียนร่วม ในกรณีที่เบื่ออาหารมากๆ อาจให้ฉีดกลูโคสหรือให้น้ำเกลือทางหลอดเลือดดำ เป็นต้น
2. ถ้าอาการตาเหลืองไม่จางลงใน 2 สัปดาห์ หรือมีไข้สูง อ่อนเพลียมาก น้ำหนักลดมาก ปวดท้องมากหรืออาเจียนมาก หรือพบในคนสูงอายุ ควรรีบส่งแพทย์เพื่อทำการรักษา ซึ่งต้องทำการหาเชื้อ รวมทั้งตรวจเกล็ดเลือด-ความเข้มข้นของเลือดและควรตรวจการทำงานของตับอย่างต่อเนื่อง ทั้งนี้เพื่อความปลอดภัยของผู้ป่วย
 
 
 
                               

ข่าว
ข่าวเด่น
ข่าววันนี้
ข่าวบันเทิง
ข่าววาไรตี้
ข่าวกีฬา














คอลัมน์ข่าว ข่าวสด ข่าววันนี้ ข่าวการเมือง ข่าวบันเทิง ข่าวดารา ข่าวด่วน ข่าวกีฬา Update ข่าวทุกวัน News
ข่าว
,
ข่าวเด่น , ข่าววันนี้ , ข่าวบันเทิง , ข่าววาไรตี้ , ข่าวกีฬา



ร่วมแสดงความคิดเห็นต่อข่าวนี้
ชื่อ / อีเมล์
Security Code กรอก Security Code
รายละเอียด   
สามารถพิมพ์ข้อความได้อีก ตัวอักษร
 

                                                                                       

หน้าแรก
สาระผ่านเมล์
ดูชื่อสกุล

ดูดวง
สารบัญเว็บ
คลิปวีดีโอ

เกมส์
เกมส์ฟรี
เกมส์มันๆ

หวย เลขเด็ด
บอร์ดชาวสยาม
วาไรตี้ ความรู้

หางาน
โปรแกรมเด็ดๆ
รูปดารา

ข่าว
ข่าวดารา
ข่าวกีฬา

พระเครื่อง
ตลาดพระเครื่อง
โรค-สุขภาพ

ฝากรูปฟรี
ฟรีเว็บบอร์ด
Sitemap