เครื่องรางของขลัง แนะนำ
1.ของเสน่ห์ เสริมความรัก คู่รัก คลิกที่นี่
2.
ของให้โชคเสริมหวย งาน เงิน คลิกที่นี่
3.
วัตถุมงคลมาใหม่ล่าสุด คลิกที่นี่
4.
วัตถุมงคลทั้งหมดคลิกที่นี่


คอลัมน์พระเครื่อง เหล็กน้ำพี้ ดาบเหล็กน้ำพี้ เหล็กไหล วัตถุมงคล พระสมเด็จ พระกรุ พระเก่า พระผง พระแจกฟรี มีดเหล็กน้ำพี้ มีดหมอเหล็กน้ำพี้ ของเสน่ห์ ของเสน่ห์แรงๆ ของเสน่ห์เขมร แก้วขนเหล็ก เพชรหน้าทั่ง เหล็กไหล7สี

เพิ่มเพื่อนทางไลน์
เพิ่มเพื่อนทางไลน์

มาเป็นเพื่อนกันเถอะ ไอดีไลน์ @line55
สแกน QR Code ด้านล่างนี้

มีกูแล้วไม่จนพุทธคุณแห่ง'พระกำแพงซุ้มกอ'
พระเครื่อง
IP : 182.53.208.179


21 ธ.ค. 2557
เวลา 11:27:21 น.

มีกูแล้วไม่จนพุทธคุณแห่ง"พระกำแพงซุ้มกอ"

พระกำแพงซุ้มกอ เป็นพระศิลปะสุโขทัยยุคต้น สร้างประมาณ พ.ศ.๑๙๐๐ สมัยพญาลิไท ขุดค้นพบหลายกรุ โดยครั้งแรกพบ ณ วัดพระบรมธาตุ โดยเจ้าประคุณสมเด็จพุฒาจารย์โต แห่งวัดระฆัง ต่อมา พ.ศ.๒๔๙๐ และ ๒๕๐๑ ก็พบอีกแต่ไม่มาก พ.ศ.๒๕๐๕ และพ.ศ.๒๕๐๙ พบจากกรุวัดพิกุลทอง, วัดฤาษี วัดหนองลังกา และวัดซุ้มกอ

ทั้งนี้เมื่อ พ.ศ.๒๓๙๒ เจ้าประคุณสมเด็จพุฒาจารย์โตแห่งวัดระฆัง ได้ไปเยี่ยมญาติที่เมืองกำแพงเพชร ได้พบศิลาจากรึกที่วัดเสด็จ จึงทราบว่ามีพระเจดีย์ตั้งอยู่ริมฝั่งแม่น้ำปิง ฝั่งเมืองนครชุมเก่า ท่านจึงได้ดำริให้เจ้าเมืองออกสำรวจแล้วก็พบเจดีย์ อยู่ ๓ องค์ อยู่ใกล้ๆ กัน แต่ชำรุดมาก จึงได้ชักชวนให้เจ้าเมืองรื้อพระเจดีย์เก่าทั้ง ๓ องค์ รวมเป็นองค์เดียวกัน แต่เมื่อรื้อถอนแล้วจึงได้พบพระเครื่องสกุลกำแพงเพชรเป็นจำนวนมาก ทั้งที่ยังอยู่ในสภาพที่สมบูรณ์และแตกหักตามสภาพกาลเวลา

ในครั้งนั้นท่านเจ้าประคุณสมเด็จพุฒาจารย์โต ท่านเห็นว่าเศษพระที่แตกหักนั้นยังมีพุทธคุณอยู่ท่านจึงนำกลับมายังวัดระฆังจำนวนหนึ่งพร้อมกับเศษอิฐและเศษหิน และบันทึกใบลานเก่าแก่ที่ได้บันทึกเกี่ยวกับวิธีการสร้างพระสกุลกำแพงเพชร จึงนำเอาเศษพระกำแพงที่แตกหักมาบดเป็นส่วนผสมในการสร้างพระสมเด็จของท่านจนขึ้นชื่อโด่งดังไปทั่วประเทศ เพราะท่านได้สร้างตามสูตรการสร้างพระซุ้มกอกำแพงเพชร ดังนั้นจะเห็นได้ว่าพระสมเด็จในยุคแรกๆ จะมีลักษณะโค้งมนเหมือนกับพระซุ้มกอเพราะว่าพระซุ้มกอกำแพงเพชรเป็นต้นแบบของพระสมเด็จวัดระฆังนั่นเอง

พุทธของคุณพระกำแพงซุ้มกอนั้นไม่ต้องพูดถึง มีครบเครื่องไม่ว่าเรื่องเมตตามหานิยม แคล้วคลาด ตลอดจนเรื่องโชคลาภ จนมีคำพูดที่พูดติดปากกันมาแต่โบราณกาลว่า “มีกูแล้วไม่จน” ถ้าไปในที่ต่างๆ อยากกินน้ำ หาน้ำไม่ได้ ท่านให้อาราธนาพระใส่ไว้ในปาก หายอยากน้ำแล ถ้าเอาพระไว้บนศีรษะแล้ว ปืนแลหน้าไม้ยิงมาเป็นห่าฝนก็ไม่ถูกตัวเรา เป็นต้น

อาจารย์ราม วัชรประดิษฐ์ นักวิชาการด้านประวัติศาสตร์พุทธศิลป์ เจ้าของ "www.aj-ram.com " อธิบายให้ฟังว่า พระกำแพงซุ้มกอแบ่งเป็นมีกนก และไม่มีกนก มีทั้งพิมพ์ใหญ่ พิมพ์กลาง พิมพ์ขนมเปี๊ยะ หลากหลายสีขึ้นอยู่กับการเผา เนื้อผ้าเป็นดินกำแพงเพชรมีว่านดอกมะขามปรากฏอยู่ ซุ้มเป็นตัว ก ไก่ เป็นที่มาของชื่อพระ พระกำแพงซุ้มกอเป็นพระที่ขึ้น ณ ลานทุ่งเศรษฐี จ.กำแพงเพชร มีหลายกรุ เช่นวัดบรมธาตุ วัดพิกุล วัดฤาษี ได้รับการนำมาเข้าชุดเบญจภาคีเพื่ออาราธนาขึ้นคอแทนพระกำแพงลีลาเม็ดขนุนเนื่องจากมีความสมดุล (Balance) มากกว่า เป็นพระที่มีอิทธิพลของลังกาองค์พระสง่างามหนาใหญ่แสดงให้เห็นในศิลปะสุโขทัยอย่างชัดเจน

พระกำแพงซุ้มกอที่มีชื่อเสียงในวงการมีอยู่หลายองค์ เช่น องค์เสมา องค์จำเริญ วัฒนายากร องค์เสี่ยอุดม กวัสราภรณ์ องค์ซุ้มกอดำ แต่ที่ดังที่สุดได้แก่ พระกำแพงซุ้มกอพิมพ์ใหญ่มีกนกเนื้อสีแดง องค์เจ้าเงาะ ผู้ที่ค้นพบคือ อาจารย์เชียร ธีรศานต์ ซึ่งพบจากก้นหลุม ท่านเป็นคนตั้งชื่อให้เนื่องจากผิวด้านหน้าและด้านหลังองค์พระมีราดำ หรือ รารัก เกาะติดแน่นเต็มไปหมด ซึ่งราดังกล่าวเป็นพืชชนิดหนึ่งเมื่อพระได้อายุราดำจะเกิดขึ้นหากนำพระขึ้นจากกรุใหม่ๆ แล้วพยายามล้างผิวพระจะเสีย

ขอบคุณรูปภาพพระชุดเบญจภาคี ที่อยู่ในความครอบครองของนายสุขธรรม ปานศรี หรือที่คนในวงการรถยนต์รู้จักในชื่อ “เ*ยกุ่ย” นักสะสมพระหลวงพ่อทวดชุดเนื้อทองคำ รวมทั้งพระชุดหลักๆ ที่ขึ้นชื่อว่าสวยแชมป์ทั้งรัง

ไตรภาคี-เบญจภาคี

ในหนังสือพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน ได้ให้ความหมายของคำว่า "เบญจ" (อ่านว่า เบน-จะ) หมายถึง ห้า (๕) ลำดับที่ ๕ ส่วนคำว่า "ภาคี" หมายถึง ผู้มีส่วน ผู้เป็นฝ่าย เมื่อนำมารวมกันเป็นคำ “เบญจภาคี” จึงหมายถึง ห้าส่วน ห้าแบบ หรือห้าชนิด นั่นเอง

ส่วนคำว่า “เบญจภาคี” ที่ถูกมาใช้ในวงการพระเครื่องนั้น "ตรียัมปวาย" หรือ "พ.อ.(พิเศษ) ประจน กิตติประวัติ" อดีตนายทหารประจำกองบัญชาการทหารสูงสุด ได้จัดทำเนียบชุด "พระเครื่องเบญจภาคี" ขึ้นเมื่อ พ.ศ.๒๔๙๕ โดยเมื่อแรกเริ่มยังคงเป็นเพียง "ไตรภาคี" คือ มีเพียง ๓ องค์เท่านั้น ประกอบด้วย "พระสมเด็จ" วัดระฆังโฆสิตาราม เป็นองค์ประธาน ซ้ายขวาเป็นพระนางพญา จ.พิษณุโลก และพระรอด จ.ลำพูน หลังจากนั้นจึงได้ผนวก "พระกำแพงซุ้มกอ" กำแพงเพชร และ "พระผงสุพรรณ" สุพรรณบุรี เข้าเป็นชุด เบญจภาคี สุดยอดปรารถนาของนักสะสมพระเครื่องทั้งหลาย จากค่านิยมกันในหลักพันบาท และทะยานเข้าสู่หลักหลายสิบล้านในปัจจุบันนี้

แม้ว่าพระเครื่องในชุดพระเบญจภาคีจะขึ้นสุดยอดแล้ว พระสมเด็จวัดระฆัง สร้างโดยท่านเจ้าพระคุณสมเด็จพุฒาจารย์ (โต) พฺรหฺมรังษี เป็นตัวแทนยุครัตนโกสินทร์ เป็นพระเครื่องที่มีอายุการสร้างน้อยที่สุด ในบรรดาเบญจภาคีด้วยกัน พระสมเด็จวัดระฆัง สร้างในสมัยรัชกาลที่ ๔ ที่วัดระฆังโฆสิตาราม กรุงเทพฯ "สมเด็จวัดระฆังพิมพ์ใหญ่" จัดได้ว่าเป็นสุดยอดพระเครื่องตลอดกาล หรือ "จักรพรรดิแห่งพระเครื่อง" อีกทั้งเป็นสุดยอดความปรารถนาที่จะได้ไว้ในครอบครองของบรรดาเหล่าผู้นิยมพระเครื่อง หรือนักสะสมของเก่าทั้งหลาย จัดได้ว่าเป็นของล้ำค่าชิ้นหนึ่งทีเดียว เหตุที่สร้างขึ้นมาก็เพื่อเป็นการสืบทอดพระศาสนาตามเยี่ยงโบราณกาล นอกจากนี้ยังมีพระสมเด็จวัดบางขุนพรหม พระสมเด็จวัดเกศไชโยวรวิหาร ก็เป็นที่นิยมไม่แพ้กัน
อุปเท่ห์พระผงสุพรรณ
พุทธคุณของพระผงสุพรรณ กรุวัดพระศรีรัตนมหาธาตุ จ.สุพรรณบุรี เป็นที่เลื่องชื่อลือชาตั้งแต่โบร่ำโบราณ ซึ่งปรากฏในจารึกลานทองที่ได้จากกรุและถูกคัดลอกออกเป็น ๖ สำเนา กล่าวถึงกรรมวิธีการสร้าง และ "อุปเท่ห์" อันหมายถึงวิธีการอาราธนาองค์พระเพื่อให้ท่านช่วยเหลือในสถานการณ์ต่างๆ โดยฤาษีผู้สร้าง "พระผงสุพรรณ" ได้ลำดับอุปเท่ห์ไว้ เช่น

-แม้อันตรายสักเท่าใดก็ดีให้นิมนต์พระใส่ไว้บนศีรษะหรืออาราธนาผูกไว้ที่คอ อันตรายทั้งปวงหายสิ้นแล

-ถ้าจะเข้าการรณรงค์สงคราม ให้เอาพระสรงน้ำมันหอม เสกด้วยนวหรคุณ แล้วเอาน้ำมันหอมมาใส่ผม ไปได้สำเร็จความปรารถนาแล

-ถ้าผู้ใดจะประสิทธิ์ด้วยหอกดาบศัสตราวุธทั้งปวง ให้อาราธนาพระสรงน้ำมันหอมใส่ชันสัมฤทธิ์ พิษฐานเอาตามความปรารถนาเถิด แล้วเสกด้วยพระพุทธคุณ พระธรรมคุณ พระสังฆคุณ ๑๐๘ คาบ พาหุง ๑๓ จบ เอาน้ำมันหอมทาทั้งหน้า คอ หน้าอก และผม จะสำเร็จผลตามความปรารถนาทุกอย่าง อยู่คงกระพันชาตรี ศัสตราวุธทั้งปวงจะมิมาต้องตัวผู้นั้นเลย ศักดิ์สิทธิ์แท้

-ถ้าผู้ใดจักใคร่ได้มาตุคาม ท่านให้อาราธนาพระสรงน้ำมันหอม แล้วเอาน้ำมันหอมนั้นมาใส่ใบพลูประสิทธิ์แก่คนผู้นั้น จะศักดิ์สิทธิ์แก่ผู้นั้นแล

-ถ้าจะให้มีสง่าราศีเป็นสิริมงคลการเจรจาให้ผู้อื่นเชื่อฟังยำเกรง ท่านให้อาราธนาพระสรงน้ำมันหอม หุงขี้ผึ้งสีปาก เสกด้วยนวหรคุณ ๑๓ จบ พาหุง ๑๓ จบ พระพุทธคุณ ๑๓ จบ ให้เอาดอกไม้ธูปเทียนบูชา ทำพิธีในวันเสาร์ แล้วเอาขี้ผึ้งทาริมฝีปาก หน้าอก แลผม จะศักดิ์สิทธิ์แก่ผู้นั้นตามปรารถนา คนทั้งหลายทั้งกลัวทั้งเกรง เก็บไว้ใช้ได้เสมอ เป็นมหาวิเศษ

-ถ้าว่าจะค้าขายก็ดี จะไปหนบกหนเรือก็ดี ท่านให้นมัสการด้วยบทพาหุง แล้วอาราธนาพระสรงน้ำมันหอม เสกด้วยอิติปิโส ๑๑ คาบ แล้วเอาน้ำมันหอมนั้นประพรมของ เอามาลูบหน้า ลูบศีรษะ และกินบ้าง ถ้าแม้จักไปขายหนบกหนเรือก็ศักดิ์สิทธิ์ คนทั้งหลายขายไม่ได้เราก็ขายได้

-ถ้าจะคิดการสิ่งใดหรือจักไปหนไหนๆ จะให้สมความปรารถนา ท่านให้อาราธนาพระใส่บนศีรษะก็จักสมความปรารถนาประเสริฐนักแล

-ถ้าจักให้สวัสดิมงคล เจริญผลสถาพรทุกเมื่อ ให้เอาดอกไม้ ดอกบัวบูชาทุกวัน ถวายพรพระพิมพ์ทุกวัน จะปรารถนาสิ่งใดก็สำเร็จผลทุกอัน

-ถ้าไปในที่ต่างๆ อยากกินน้ำ หาน้ำไม่ได้ ท่านให้อาราธนาพระใส่ไว้ในปาก หายอยากน้ำแล

 







เพิ่มเพื่อนทางไลน์
เพิ่มเพื่อนทางไลน์

มาเป็นเพื่อนกันเถอะ ไอดีไลน์ @line55
สแกน QR Code ด้านล่างนี้


+ + +ร่วมกันแสดงความคิดเห็น + + +

ร่วมกันแสดงความคิดเห็นได้ที่นี่
แสดงความคิดเห็น

- สำหรับสมาชิกจะสามารถแนบไฟล์ได้
- บุคคลทั่วไป หากอยากได้สิทธิพิเศษในการโพสต์ คลิก
สมัครสมาชิก เลย
กรอกข้อมูลส่วนตัว
ผู้ที่ไม่ได้เป็นสมาชิก กรอกข้อมูลที่นี่
โดย *
อีเมล์
สมัครสมาชิก คลิกที่นี่
- ได้นามแฝงประจำบอร์ด ไม่ซ้ำใคร
- อัพโหลดไฟล์ได้
สมาชิกกรอกข้อมูลที่นี่ ระบบจะดึงข้อมูลส่วนอื่นๆ มาให้โดยอัตโนมัติ
แนบไฟล์






แทรกรูปภาพได้ไม่เกิน 400 K, ไฟล์อื่นๆ (.zip, .swf) ไม่เกิน 400 K
รูปภาพต้องเป็น *.jpg หรือ *.gif เท่านั้น
ชื่อล็อกอิน *
รหัสผ่าน *

แจกฟรีหลวงปู่ทวดทรงพญานาค1องค์คลิกที่นี่